วันจันทร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2559

รวยด้วยหุ้น vs ออมด้วยหุ้น

บทความโดย นรินทร์ โอฬารกิจอนันต์
ยุคนี้เป็นยุคที่คนอยากมีอิสรภาพทางการเงิน อยากเกษียณตั้งแต่ยังไม่แก่ และ/หรืออยากเป็นเศรษฐีหมื่นล้าน และตลาดหุ้นก็เป็นตัวเลือกยอดนิยมที่คนใช้ทำให้บรรลุเป้าหมายนั้น
ส่วนหนึ่งก็อาจเป็นเพราะ ตลาดหุ้น”ดู”เป็นทางเลือกที่ง่ายที่สุด การทำงานประจำเป็นหนทางที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะรวยเร็วๆ ส่วนการออกมาทำธุรกิจส่วนตัวก็ดูเป็นงานที่ต้องเหนื่อยแสนสาหัส ในขณะที่ตลาดหุ้นนั้นดูเหมือนเป็นวิธีทำเงินที่ง่ายๆ ซื้อถูก ขายแพง นั่งจิบกาแฟคีย์คำสั่งก็ทำกำไรได้แล้ว
กระแสคิดบวกยิ่งช่วยส่งเสริมให้คนตั้งเป้าหมายตลาดหุ้นให้สูงๆ ประมาณว่า ทุกคนสามารถเป็นวอเรนบัฟเฟตคนที่สองได้ขอแค่กล้าฝัน ฯลฯ
ความเป็นจริงก็คือว่า ตลาดหุ้นไม่ได้ทำให้คนกลายเป็นเศรษฐีได้เยอะอย่างที่เรามักจะคิดกัน ตลาดหุ้นก็เหมือนกับวิธีรวยวิธีอื่นๆ ในโลกนี้ ที่ต้องมีคนรวยจากมันได้ไม่มากนักเสมอ วิธีรวยง่ายๆ นั้นไม่มีอยู่จริง มันเป็นกฎของสังคม เพียงแค่เพราะตลาดหุ้นไม่ต้องใช้แรงกาย ไม่ได้แปลว่ามันง่าย มันแค่ยากคนละแบบกับการทำธุรกิจเท่านั้นเอง เหมือนการซื้อล๊อตตอรี่ให้ถูกรางวัลที่หนึ่งนั้นไม่ต้องใช้แรงแต่ก็ไม่ได้ง่ายเลย (อาจจะยากกว่าการทำธุรกิจเสียอีก) มีอะไรบางอย่างที่เป็นภาพลวงตาทำให้เราคิดว่าตลาดหุ้นน่าจะง่ายกว่าวิธีอื่นๆ
กฎของธรรมชาติคือหลักทรัพย์ประเภทตราสารทุนจะให้ผลตอบแทนเฉลี่ยในระยะยาวประมาณ 10% ต่อปี ต่อให้ทุกคนที่เข้ามาในตลาดหุ้นเก่งทุกคน คิดบวกมากๆ ทุกคน แต่กฎข้อนี้ก็จะยังคงอยู่ ถ้ามีคนจำนวนหนึ่งได้ผลตอบแทนไปมากกว่าค่าเฉลี่ยนี้ คนที่เหลือก็ต้องได้ผลตอบแทนน้อยกว่า เพื่อให้ค่าเฉลี่ยยังอยู่ที่ 10% เหมือนเดิม ตลาดหุ้นเป็นการรบกันของคนจำนวนมากที่ทุกคนต่างต้องการเป็นคนที่ได้กำไรสูงๆ แต่คนที่ได้ผลตอบแทนสูงๆ จริงๆ จะมีจำนวนไม่มากนักเสมอ เพราะมีกฎของธรรมชาตินี้บังคับไว้อยู่ 
แต่ปรากฎการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีคนรวยในตลาดหุ้นเยอะเกิดจากสิ่งที่เรียกว่า Survival bias/Selective bias ถ้ามีใครรวยด้วยหุ้นขึ้นมาสักคน ข่าวจะแพร่สะพัดกระจายออกไป สื่อสนใจมาทำข่าว ขอสัมภาษณ์ ถ่ายรูปขึ้นปก นำข่าวมาผลิตซ้ำจนเห็นแล้วเห็นอีก แต่คนที่ขาดทุนหรือบาดเจ็บจากหุ้นนั้น น้อยคนที่จะออกมาป่าวประกาศ หลายคนก็ออกจากตลาดไปเงียบๆ คนแล้วคนเล่า ความไม่สมดุลของการถูกนำเสนอทำให้เราประเมินความน่าจะเป็นที่จะรวยด้วยหุ้นผิดพลาด ในจำนวนคนไทยที่เล่นหุ้นอยู่ 3-4 แสนบัญชีนั้น มีคนที่รวยด้วยหุ้นสำเร็จถึงหนึ่งพันคนหรือเปล่าผมก็ยังไม่แน่ใจ สมมติว่าถึงพันคน คุณก็ต้องเก่งระดับหนึ่งในสี่พันเป็นอย่างน้อยถึงจะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ ขนาดตอนเรียนหนังสือ ทั้งห้องมีแค่ 50 คน การจะได้ที่หนึ่งของห้องยังมีโอกาสน้อยเลย อย่าว่าแต่หนึ่งในสี่พัน
โดยส่วนตัว ผมไม่เชื่อว่าทุกคนควรมีเป้าหมายรวยเร็วๆ ด้วยหุ้นเป้าหมายรวยด้วยหุ้นเป็นเป้าหมายที่เหมาะกับแค่บางคนที่เป็นคนส่วนน้อยในสังคมเท่านั้น ผมพูดแบบนี้อาจจะถูกว่าเป็นพวกไม่คิดบวก คนสมัยนี้ต้องคิดว่าเราทุกคนสามารถเป็นที่หนึ่งได้ ฝันให้ไกลถึงดวงจันทร์ ถ้าเป็นไม่ถึงอย่างน้อยก็ยังถึงดวงดวง อะไรทำนองนี้ แต่ผมมองว่า ในตลาดหุ้น การตั้งเป้าหมายที่สูงมากๆ เป็นสิ่งที่มีอันตรายอยู่ด้วย เพื่อมันจะกำหนดวิธีการลงทุนของเราที่แตกต่างจากคนที่ตั้งเป้าหมายตามความเป็นจริง และมันจะส่งผลต่อผลงานของเราในทางลบได้จริงๆ  
เหมือนกับที่ผมจะไม่แนะนำเด็กทุกคนให้ไปเรียนร้องเพลง เพื่อที่จะได้เป็นเบิร์ดธงไชยให้ได้ทุกคน อาจมีแค่เด็กบางคนเท่านั้นที่มีอะไรบางอย่าง เช่น เสียงดี บุคลิกดี ทางบ้านมีทรัพยากรพร้อม เด็กพวกนี้คือเด็กที่สามารถตั้งเป้าหมายที่จะเป็นซุปเปอร์สตาร์อันดับหนึ่งได้ ซึ่งต่อให้ตั้งเป้าหมายแบบนั้นแล้วก็ใช่ว่าจะสำเร็จ โอกาสสำเร็จก็ยังน้อยอยู่ เพียงแค่มากขึ้นกว่าคนทั่วไปเท่านั้น และพวกเขาก็ยังต้องการการทุ่มเททั้งชีวิต เพื่อการเป็นนักร้องอีก หมายความว่าต้องเอาเวลาแทบทั้งหมดไปฝึกตัวเองให้เป็นซุปเปอร์สตาร์ ซึ่งหมายถึงต้องละทิ้งโอกาสที่จะไปเตรียมตัวสอบแอดมินชั่นเพื่อเข้าคณะอย่างหมอ วิศวกร ซึ่งเป็นอาชีพที่เป็นได้ง่ายกว่าการเป็นพี่เบิร์ดมาก มีผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี แต่คงสู้พี่เบิร์ดไม่ได้ ( high risk, high return) การตั้งเป้าหมายที่สูงมากๆ จึงไม่ได้มีแต่ข้อดีเสมอไป แต่คุณจำเป็นต้องสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมายนั้น ซึ่งบางทีมันก็ไม่คุ้มค่าสำหรับคนธรรมดาทั่วไปที่พวกเขาอาจมีทางเลือกที่มีโอกาสประสบความสำเร็จง่ายกว่ามาก แต่ก็ได้ผลตอบแทนที่ไม่น้อยเลย แม้ว่าจะไม่ได้มากที่สุด คนที่ถูกกล่อมให้ฝันสูงๆ โดยที่ไม่ได้ทุ่มเททรัพยากรทั้งหมด ได้แต่ฝัน เพราะคิดว่าแค่ฝันอย่างเดียวเราก็จะประสบความสำเร็จได้ จะว่าไปแล้วก็เหมือนคนที่ถูกสาป
ถ้าคุณได้มีโอกาสสัมผัสคนที่รวยด้วยหุ้นเป็นการส่วนตัวจริงๆ คุณจะรู้ว่า คนเหล่านั้นไม่ได้ได้มาง่ายๆ หลายคนมีความพยายามที่เกินคนธรรมดา แบบที่ถ้าคุณรู้คุณจะคิดในใจว่า “เออ ให้เขาไปเหอะ พยายามมากขนาดนั้น” บางคนก็มีข้อได้เปรียบอะไรหลายอย่างที่ทั้งขาว ทั้งดำ ทั้งเทาๆ เพียงแต่ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ถูกตีแผ่ออกมาสู่สาธารณะ เพราะมันไม่ใช่สิ่งที่คนช่างฝันอยากฟัง ทำให้เกิดภาพลวงตา
ผมยังคิดว่าคนส่วนน้อยเท่านั้นที่จะเหมาะกับเป้าหมายรวยด้วยหุ้น แต่สำหรับการออมด้วยหุ้นเพื่อเกษียณนั้น ผมคิดว่าเป็นเป้าหมายที่เหมาะกับทุกคน และเป็นสิ่งที่ทุกคนควรจะทำด้วย ในระยะสั้นหุ้นอาจเป็นหลักทรัพย์ที่ผันผวนรุนแรง แต่ในระยะยาวมันเป็นหลักทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุด ถ้าหากคนเราจะออมเงิน เราจะพลาดโอกาสนี้ไปทำไม ในเมื่อดอกเบี้ยเงินฝากแทบจะเป็น 0 อยู่แล้ว ผมเห็นว่าทุกคนควรมีเงินส่วนหนึ่งที่ออมไว้ในตลาดหุ้น (ส่วนจะมากน้อยแค่ไหนก็แล้วแต่คนด้วย) เพื่อไว้ใช้ในวัยเกษียณ
คนที่จะรวยด้วยหุ้นกับคนที่คิดจะออมด้วยหุ้นนั้นจะมีวิธีคิดที่ต่างกัน และเลือกวิธีการลงทุนที่ต่างกันด้วย คนที่ออมด้วยหุ้นไม่ต้องการวิธีการลงทุนที่โลดโผนโจนทยานมาก เพราะแค่ต้องการทำผลตอบแทนให้ได้ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้น ไม่อยากให้หลุดกรอบออกไปมากเกินไป แค่เลือกวิธีที่ค่อนข้าง passive มีการกระจายหุ้นค่อนข้างมากเพื่อให้ดูใกล้เคียงตลาด และมีการซื้อแบบทยอยสะสมเพื่อเฉลี่ยต้นทุนไปตามช่วงเวลาด้วย แค่นี้ก็ทำให้ผลตอบแทนเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยของตลาดหุ้นในระยะยาวได้แล้ว ไม่ต้องรู้มาก ไม่ต้องเก่งมาก ไม่ต้องโชคดี แต่เป็นคนที่อึด และอาศัยเวลาในการสร้างผลตอบแทน ไม่ใช่อาศัยการเสี่ยงมากๆ แต่ถ้าเป็นคนที่ต้องการรวยเร็วๆ ด้วยหุ้น พวกเขาไม่สามารถทำแบบนี้ได้เลย เพราะว่าจะไม่มีทางบรรลุเป้าหมายได้ทันแน่นอน พวกเขาต้องจับวิธีการที่เสี่ยงมากกว่า เพื่อให้มีโอกาสได้ผลตอบแทนสูงๆ เช่น ซื้อหุ้นตัวเดียว เน้นเล่นแต่ DW เล่นอนุพันธ์ อัดมาร์จิ้นเต็มพอร์ต ซื้อหุ้นพื้นฐานแย่ๆ เพื่อหวังเทรินอราวด์ เป็นต้น วิธีการเหล่านี้ทำให้บางคนรวยได้จริง แต่มีจำนวนแค่หยิบมือ ส่วนใหญ่แล้วจะกลายเป็นขาดทุนกันมากกว่า
การออมด้วยหุ้นนั้นไม่ได้แปลว่าจะไม่รวย เพียงแต่จะไม่รวยเร็วๆ เท่านั้น ถ้าคุณสามารถอยู่ในตลาดได้นานๆ การทำผลตอบแทนได้ปีละไม่มาก แต่ว่าได้สม่ำเสมอทุกปี ไม่เคยขาดทุนหนักๆ ในระยะยาว การทบต้นจะก่อให้เกิดความมหัศจรรย์ขึ้นเอง โอกาสสำเร็จก็มีมากกว่า เพราะว่าไม่ต้องเสี่ยงมาก เพียงแค่ตัดใจให้ได้ว่า เราไม่จำเป็นต้องรีบรวยก็ได้ ช้าๆ แต่ชัวร์ดีกว่า วิธีไหนที่จะทำให้เรามีโอกาสขาดทุนมากๆ ได้ เราก็จะไม่เลือก สร้างพอร์ตที่ดูคล้ายตลาด เพื่อให้ผลตอบแทนเกาะตลาดไปได้ทุกปี มีการปรับพอร์ตบ้าง แต่อย่าบ่อย และพยายามใช้กฎ(rule-based)ให้มากที่สุด เพื่อลดผลกระทบของการใช้อารมณ์  เราไม่ต้องคิดว่าถ้ากำไรเยอะๆ แล้วจะรีบล้างพอร์ตหุ้นทิ้งหนีไปไหน เพราะยังไงเสียก็ไม่มีที่ไหนให้ผลตอบแทนในระยะยาวได้ดีเท่าตลาดหุ้น สะสมเงินไว้ในตลาดหุ้นนี่แหละ ถ้าเราคิดแบบนี้เราจะไม่เลือกหุ้นเน่า เราจะเลือกแต่หุ้นที่ดีๆ มีการกระจายหุ้นพอสมควร และปรับพอร์ตบ้างแค่นานๆ ครั้ง ไม่ต้องเหนื่อยๆ ใช้เวลากับตลาดหุ้นวันละมากๆ เป็นทัศนคติเกี่ยวกับตลาดหุ้นที่แตกต่างจากแนวคิดแบบรวยด้วยหุ้นโดยสิ้นเชิง

วันอังคารที่ 2 สิงหาคม พ.ศ. 2559

มีเท่าไหร่.....จึงจะพอใช้หลังเกษียณ?

          นับเป็นคำถามสำคัญในชีวิตที่เราจำเป็นที่จะต้องตอบให้ได้  และตระหนักถึงตั้งแต่ช่วงวัยแรกๆ ของการทำงาน  เพราะเมื่อถึงวันหนึ่งเราก็จะต้องหยุดทำงาน  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลว่าเราไม่อยากทำงานอีกต่อไปแล้ว  หรืออายุมากจนกระทั่งไม่มีใครจ้างเราทำงานอีกต่อไป  เมื่อวันนั้นมาถึงรายได้ที่เราได้รับจากการทำงานก็จะหยุดลง  แต่รายจ่ายของเราก็ยังคงอยู่ต่อไปจนกว่าเราจะเสียชีวิต
          ลองพิจารณารูปแบบการเงินของคนทั่วไป
  • ช่วงอายุ  แรกเกิด - 20 ปี  เป็นวันแห่งการเพิ่งพาโดยเราจะใช้จ่ายจากเงินที่ได้รับจากผู้ปกครองเป็นหลัก
  • ช่วง  20-60 ปี โดยช่วงนี้กินระยะเวลา  40 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นานที่สุดในชีวิต  โดยเป็นช่วงที่เราจะมีรายได้และค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  และรายได้ก็จะค่อยๆ ลดลงเมื่อใกล้วัยเกษียณ
  • ช่วง  60+  เป็นช่วงแห่งการใช้จ่าย  โดยเป็นช่วงวัยที่เราเกษียณจากการทำงาน  แต่รายจ่ายบางอย่างกลับเพิ่มสูงขึ้น  เช่น การใช้จ่ายในเรื่องการดูแลสุขภาพ  การพักผ่อน  และการท่องเที่ยว
****จากสถิติในปัจจุบัน  ประชากรไทยจะมีช่วงอายุ  70-80 ปี****

          จะเห็นได้ว่าคนเราจะมีเวลาในการทำงาน  40 ปี  แต่มีระยะเวลาที่จะต้องใช้เงินจากการทำงานของตัวเอง  60 ปี  (สมมติเสียชีวิตตอน  80 ปี) เราจึงต้องมีการเก็บเงินไว้ใช้ในตอนเกษียณให้เพียงพอที่เราจะสามารถดำรงชีวิตในแบบที่เราพึงพอใจ

          จึงเป็นที่มาของคำถามที่ว่า  "มีเท่าไหร่.....จึงจะพอใช้หลังเกษียณ?"
เราลองมาดูกันนะครับ
           สมมติว่าปัจจุบันเราอายุ  20 ปี  เราใช้จ่ายเดือนละ                               10,000 บาท
           ในแต่ละปีเราจะใช้เงิน  10,000*12 =                                                  120,000 บาท/ปี
           ถ้าต้องการใช้จ่ายไปอีก 20 ปี(ตายตอนอายุ 80 ปี)                          2,400,000  บาท
           แต่เงินที่เราจะใช้ในอีก 40 ปี จะต้องคิดเงินเฟ้อเพราะในอนาคตของจะแพงขึ้นทำให้อำนาจในการซื้อของเงินลดลง โดยในอดีตเงินเฟ้อประมาณ 3%
           เมื่อคิดเงินเฟ้อที่ 3 % เงิน 2.4 ล้านในวันนี้จะกลายเป็น                    7,830,000 บาท
**ถ้าใครคิดว่า 10,000 ไม่พอใช้ก็ให้เอาไปเทียบบัญญัติไตรยางค์ได้ เช่น 30,000 บาท ก็เอา 3 ไปคูณกับ ตัวเลข 7.83 ล้านดู

           จะเห็นว่าเงินที่เราจะเป็นต้องเก็บไว้ใช้ในวัยเกษียณเป็นเงินที่มากทีเดียวเราจึงต้องมีการวางแผนในการ  ออมเงินบางส่วนของรายได้ที่หาได้  นำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ที่เราเข้าใจ  เพื่อให้สามารถที่จะเก็บเงินจำนวนดังกล่าวได้อย่างพอเพียง  หรือเราจะต้องทำงานหาเงินไปตลอดชีวิต  หรือเราจะต้องหาทางทำงานที่เราจะสามารถทำได้ตลอดไป

และในตอนต่อๆ ไป  เราก็จะมาหาความรู้ที่จำเป็นในการหาเงินจำนวนดังกล่าวกัน  

ขั้นตอนการสั่งซื้อสินค้าจาก LAZADA

ลาซาด้ายังเป็นผู้บุกเบิกตลาดอีคอมเมิร์ซในภูมิภาคนี้ โดยมอบประสบการณ์การช้อปปิ้งและช่องทางการขายปลีกที่สะดวกสบายสำหรับผู้บริโภคและมอบแพลตฟอร์มสำหรับผู้ค้าให้สามารถเข้าถึงฐานลูกค้าที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้อย่างง่ายดาย



ขั้นตอนในการสั่งซื้อสินค้า
  • ค้นหาสินค้า  โดยเราสามารถค้นหาสินค้าได้จากหลายช่องทางเช่น ใส่ชื่อสินค้าลงในช่องค้นหาสินค้า  เลือกสินค้าตามหมวดหมู่  หรือเลือกสินค้าตามโปรโมชั่นในขณะนั้น

  • เลือกสินค้า และรายละเอียดที่ต้องการ  โดยสินค้าบางชนิดจะให้มีการระบุ  ขนาด  สี หรือข้อมูลอื่นๆ เพื่อให้ได้สินค้าตามที่เราต้องการ



  • เมื่อเลือกรายการสินค้าแล้วจึงทำการยืนยันการสั่งซื้อ


  • กรอกอีเมลของท่าน และข้อมูลการจัดส่ง


  • เลือกช่องทางการชำระเงิน  และท่านสามารถใส่ คูปองส่วนลดต่างๆได้ที่ขั้นตอนนี้เอง



  • สั่งซื้อและได้รับคำยืนยันการสั่งซื้อ



  • รอรับสินค้า  และท่านสามารถติดตามคำสั่งซื้อโดยใช้เลขที่คำสั่งซื้อที่ได้รับ

นิทานพ่อรวย

นิทานเรื่องนี้เป็นส่วนหนึ่งของหนังสือ

"พ่อรวยสอนลูก #2 เงินสี่ด้าน"

ที่ให้แง่คิดในการทำงานหาเงิน

          กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว  มีหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนึ่ง มักจะมีปัญหาขาดแคลนน้ำหากฝนไม่ตก  เพื่อแก้ปัญหานี้ คณะกรรมการหมู่บ้านจึงประกาศหาผู้ที่จะมารับจ้างขนส่งน้ำให้กับคนในหมู่บ้าน  โดยมีชายหนุ่มสองคนตอบรับงานนี้  คณะกรรมการจึงตกลงทำสัญญาจ้างกับทั้งคู่  โดยหวังว่าทั้งสองขนจะแข่งขันกันทำงาน และรักษาระดับราคาให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

         ทันทีที่ได้รับการว่าจ้าง  เอ็ด...ชายคนแรกรีบวิ่งไปซื้อกระป๋องตักน้ำมา 2 ใบ  แล้วเริ่มตักน้ำจากลำธารมาใส่ถังคอนกรีตไว้ใช้ในทันที  ทุกๆ เช้าเขาจะรีบตื่นก่อนคนอื่นๆ เพื่อดูแลน้ำให้มีเพียงพอสำหรับคนทั้งหมู่บ้าน  แม้งานจะหนักแต่เอ็ดก็มีความสุขเพราะมีเพียงเขาและชายอีกคนที่ได้รับมอบหมายให้ทำงานนี้

          ชายคนที่สอง.....บิล...หายตัวไปเป็นเดือน  ซึ่งทำให้เอ็ดดีใจมาก  เพราะไม่ต้องแบ่งงานให้ใคร  และได้รับค่าจ้างเต็มๆ  เพียงลำพัง

          แทนที่จะวิ่งไปซื้อถัง  บิลเตรียมเขียนแผนธุรกิจ  จัดตั้งบริษัท  หาผู้ร่วมทุน  จ้างผู้จัดการ  และกลับมาพร้อมทีมงานก่อสร้างในหกเดือนต่อมา  เขาใช้เวลาหนึ่งปีสร้างท่อน้ำสแตนเลสขนาดใหญ่เชื่อมต่อระหว่างลำธารเข้าไปในหมู่บ้าน  ในงานวันเปิดท่อส่งน้ำ  บิลประกาศว่าน้ำของเขาสะอาดกว่าน้ำของเอ็ดเพราะบิลรู้ว่ามีคนบ่นเรื่องคุณภาพน้ำที่เอ็ดขนมาให้เสมอๆ นอกจากนี้บิลยังแจ้งว่า  เขาสามารถทำให้คนในหมู่บ้านมีน้ำใช้ตลอด 24 ชั่วโมง  และตลอด 7 วัน อีกด้วย  ขณะที่เอ็ดส่งน้ำได้เฉพาะวันทำการ  เพราะเขาจะต้องหยุดทำงานในวันเสาร์อาทิตย์  สุดท้ายบิลประกาศว่าเขาจะเก็บค่าน้ำถูกกว่าเอ็ดร้อยละ 75 โดยที่ทุกคนจะได้รับน้ำที่มีคุณภาพมากกว่า  สิ้นเสียงของบิล  ทุกคนก็ปรี่ไปรับน้ำจากท่อที่บิลสร้างขึ้น

          เอ็ดพยายามที่จะแข็งขันกับบิลโดยการลดราคาลงมาเท่ากัน  ซื้อถังน้ำเพิ่มอีก 2 ถังพร้อมฝาปิด  และใช้วิธีในการลากถังน้ำครั้งละ 4 ใบ เพื่อให้ได้ปริมาณน้ำในแต่ละรอบมากขึ้น  ทั้งยังจ้างลูกชายทั้งสองมาช่วยในการขนน้ำรอบดึก  และช่วงวันหยุด  เมื่อเด็กๆ โตขึ้นและถึงเวลาจากบ้านไปเรียนต่อ  เอ็ดบอกลูกทั้งสองคนว่า  ''จงรีบกลับมา  เพราะวันหนึ่งธุรกิจนี้จะตกเป็นของเจ้า"  แต่ไม่ทราบว่าด้วยเหตุผลใด  สุดท้ายลูกของเอ็ดทั้งสองก็ไม่กลับมาบ้านอีกเลย

          ขณะเดียวกัน  บิลมีความคิดว่าถ้าหมู่บ้านนี้ต้องการน้ำ  หมู่บ้านอื่นๆ ก็คงขาดน้ำเหมือนกัน  เขาจึงปรับปรุงแผนธุรกิจเพื่อนำน้ำที่มากด้วยคุณภาพ  สะอาด  ปริมาณ  แต่ราคาย่อมเยาไปเสนอขายแก่หมู่บ้านอื่นๆ เขาคิดเงินแค่ถังละ 1 เพนนี  แต่บิลสามารถส่งน้ำได้เป็นพันๆ ล้านถังในแต่ละวัน  น้ำไหลจากลำธารสู่แต่ละครััวเรือนทุกวันโดยที่บิลไม่ต้องทำงานเลย  ตลอดเวลาที่น้ำไหลเข้าบ้านคนในหมู่บ้าน  เงินก็ไหลเขากระเป๋าบิลอย่างสม่ำเสมอ
 
           บิลใช้ชีวิตอย่างมีความสุข  ขณะที่เอ็ดทำงานหนักตลอดชีวิตพร้อมปัญหาทางการเงินที่อยู่คู่กับเขาตลอดชีวิตจนวาระสุดท้าย

***เรื่องนี้สามารถใช้ในการให้แนวทางใหการทำมาหากินของเราได้ว่า

  • เรากำลังสร้างท่อหรือลากถัง
  • เรากำลังทำงานหนักหรือทำงานอย่างชาญฉลาด